Category Archives: General News

Korea BRANDSTARS ประกาศรายชื่อแบรนด์ที่เป็นตัวแทนกระแสนิยมเกาหลีประจำปี 2563

Logo

โซล, เกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–09 พฤศจิกายน 2563

Korea BRANDSTARS ได้ทำการคัดเลือกแบรนด์ที่เป็นตัวแทนกระแสนิยมเกาหลีประจำปี 2563 ตามหมวดหมู่ โดยจะทำการประกาศรายชื่อพร้อมกันในจีนและเกาหลี

งานคัดเลือกและประกาศรายชื่อแบรนด์ที่เป็นตัวแทนกระแสนิยมเกาหลีผ่านสื่อหลักในจีนและเอเชีย มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและบริการอันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าในต่างประเทศ

แบรนด์ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นแบรนด์ในหมวดหมู่ที่อยู่ในความสนใจของแฟน ๆ ผู้คลั่งไคล้กระแสนิยมเกาหลี หรือ Hallyu ผ่านสื่อต่าง ๆ และการประเมินโดยผู้บริโภค ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ

แบรนด์ที่เป็นตัวแทนของแต่ละอุตสาหกรรมซึ่งได้รับการคัดเลือกประกอบด้วย Samsung Galaxy จาก Samsung ElectronicsGenesis จาก Hyundai Motors, TROMM และ OLED TV จาก LG ElectronicsBacchus จาก Dong-A Pharm และ Chamisul จาก HITEJINRO

สำหรับหมวดหมู่ช้อปปิ้ง ความบันเทิง เกม การท่องเที่ยว และการแสดง แบรนด์ The Shilla Duty FreeBTS ซึ่งได้รับความนิยมจากแฟน ๆ ทั่วโลก รวมถึงแบรนด์ Lineage 2M จาก NCSOFTจังหวัดปกครองตนเองพิเศษเชจู และการแสดงชุด Jeju Sky Water เป็นแบรนด์ที่ได้รับคัดเลือกตามลำดับ

Sulwhasoo จาก Amorepacific และ The History of Whoo จาก LG Household and Health Care ได้รับการคัดเลือกในหมวดหมู่ความงาม Olive Young ได้รับการคัดเลือกในหมวดหมู่ร้านค้าสุขภาพและความงาม ขณะที่ LG Pra.L ได้รับการคัดเลือกในหมวดหมู่อุปกรณ์ความงามภายในบ้าน และ MEDIHEAL ได้รับการคัดเลือกในหมวดผลิตภัณฑ์มาสก์หน้า

ในหมวดหมู่การดูแลสุขภาพ แบรนด์ที่ได้รับเลือกได้แก่ CheongKwanJang แบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพแถวหน้าของเกาหลีซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านโสมแดง และ FromBIO บริษัทอาหารเพื่อสุขภาพ และในหมวดหมู่การตรวจสุขภาพ Samsung Medical Center ได้รับเลือก

แบรนด์อาหารเกาหลีที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่  Bibigo จาก CJ CheilJedangนมรสกล้วยจาก BinggraeChapaghetti จาก Nongshim, และ Paris Baguette ขณะที่แบรนด์ Sinjeon Tteok-bokki และ Buldak-bokkeum-myeon ได้รับการคัดเลือกในหมวดหมู่แบรนด์อาหารรสชาติเผ็ด

แบรนด์ที่ได้รับการคัดเลือกในหมวดหมู่แฟชันเกาหลีได้แก่ BLACKYAK แบรนด์ผลิตภัณฑ์เอาท์ดอร์ SPAO แบรนด์เครื่องแต่งกายลำลอง และ Gentle Monster แบรนด์แว่นกันแดด

ทั้งนี้ แบรนด์ Sulwhasoo, The History of Whoo, Olive Young, Samsung Galaxy, LG TROMM, BTS, Bibigo, Buldak-bokkeum-myeon, Sinjeon Tteok-bokki, CheongKwanJang, FromBIO, จังหวัดปกครองตนเองพิเศษเชจู และการแสดงชุด Jeju Sky Water ได้รับการคัดเลือกเป็นปีที่สามติดต่อกันต่อเนื่องจากปีที่แล้ว

Korea BRANDSTARS เผยว่า “แม้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะทำให้เกิดความยากลำบากด้านการแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างประเทศ แต่แบรนด์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนของเกาหลีก็ยังได้รับความนิยมจากแฟน ๆ ทั่วโลกไม่จำกัดเฉพาะในเอเชียเท่านั้น นั่นเป็นเพราะประสิทธิภาพที่เป็นที่สุดของผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศ”

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ:

คณะกรรมการคัดเลือก Korea BRANDSTARS
Ki-joo Kim +82-2-544-0153
brandstars@daum.net
http://brandstars.kr/

Farfetch, Alibaba Group และ Richemont จับมือเป็นพันธมิตรระดับโลกเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของอุตสาหกรรมสินค้าลักชัวรี

Logo

  • Alibaba เตรียมเปิดช่องทางช้อปปิ้งสินค้าหรูของ Farfetch บน Tmall Luxury Pavilion และ Luxury Soho และจะร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าที่ก่อตั้งขึ้นใหม่อย่าง Farfetch China และใน Farfetch Limited
  • Richemont มีแผนลงทุนในกิจการร่วมค้าที่ก่อตั้งขึ้นใหม่อย่าง Farfetch China และ Farfetch Limited และจะหาโอกาสใหม่ ๆ ในการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ Farfetch
  • Farfetch และ Alibaba จะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีเสมือนจริงในธุรกิจค้าปลีกของพวกเขาผลักดันการก้าวสู่โลกดิจิทัลของอุตสาหกรรมสินค้าหรู รวมถึงก่อตั้งกลุ่มขับเคลื่อน Steering Group ร่วมกับผู้นำแบรนด์หรูผู้ทรงอิทธิพลอย่าง Johann Rupert และ François-Henri Pinault
  • Artemis เตรียมลงทุนเพิ่มเติมใน Farfetch เพื่อสิทธิในการเป็นเจ้าของที่มากขึ้น

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–06 พฤศจิกายน 2563

วันนี้ Farfetch (NYSE:FTCH), Alibaba Group (NYSE:BABA and HKSE:9988) และ Richemont (SWX:CFR) ได้ประกาศความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก เพื่อให้แบรนด์ระดับลักชัวรีมีช่องทางที่ดีขึ้นในการทำตลาดประเทศจีน รวมถึงเป็นการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีความหรูหราทั่วโลกให้เร็วขึ้น ด้วยความเชี่ยวชาญและการเข้าถึงตลาดของแต่ละบริษัท ความเป็นพันธมิตรครั้งนี้จะยกระดับธุรกิจค้าปลีกแบรนด์หรูไปสู่เจเนอเรชันใหม่ด้วยการเชื่อมโลกกายภาพและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีเนื้อหาในลักษณะมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20201105006200/en/

Farfetch เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มสินค้าหรูบน Alibaba ในจีน

Farfetch มีแผนเปิดตัวช่องทางสำหรับช้อปปิ้งแบรนด์หรูบนแพลตฟอร์มของ Alibaba อย่าง Tmall Luxury Pavilion และ Luxury Soho ซึ่งเป็นสถานที่ช้อปสินค้าหรูระดับพรีเมียมและเอาต์เลตสินค้าหรูของจีนบนมาร์เก็ตเพลสที่ชื่อ Tmall รวมถึง Tmall Global ซึ่งเป็นมาร์เก็ตเพลสสำหรับตลาดต่างประเทศของ Alibaba ช่องทางขายสินค้าใหม่นี้จะช่วยให้แพลตฟอร์มแบรนด์หรูระดับโลกของ Farfetch เข้าถึงผู้บริโภคกว่า 757 ล้านคนบน Alibaba และยังเป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์หรูหลาย ๆ แบรนด์ของ Farfetch ไว้ที่เดียว ซึ่งจะเป็นโอกาสให้แบรนด์หรูต่าง ๆ ได้ยกระดับการรับรู้ตราสินค้าไปพร้อมกับขยายตลาดผู้บริโภคระดับลักชัวรีที่มีอยู่แล้วให้กว้างขึ้นจากการร่วมจำหน่ายสินค้าบนมาร์เก็ตเพลสระดับโลกของ Farfetch ขณะที่ลูกค้ากลุ่มลักชัวรีจะได้เลือกซื้อสินค้าแบรนด์โปรดผ่านการควบรวมกับ Farfetch หรือแม้แต่ผ่านแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง NET-A-PORTER ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากบน Tmall Luxury Pavilion

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของ Farfetch และ Farfetch China

Alibaba และ Richemont จะลงทุนมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (บริษัทละ 300 ล้านดอลลาร์) ในพันธบัตรแปลงสภาพส่วนบุคคลที่ออกโดย Farfetch Limited ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพันธมิตรระดับโลกครั้งนี้ ขณะที่ Alibaba และ Richemont จะลงทุนเป็นมูลค่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (บริษัทละ 250 ล้านดอลลาร์) ใน Farfetch China คิดเป็นหุ้น 25% ในกิจการร่วมค้าใหม่นี้ซึ่งรวมการดำเนินการของมาร์เก็ตเพลสของ Farfetch ในประเทศจีนด้วย นอกจากนี้ Alibaba และ Richemont ยังสามารถเลือกที่จะเข้าซื้อหุ้นของ Farfetch China เพิ่มอีก 24% หลังกิจการร่วมค้านี้ก่อตั้งครบ 3 ปีแล้ว Alibaba และ Richemont ยังจะได้รับโอกาสเพิ่มเติมในการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ Farfetch เพื่อนำเสนอบริการต่าง ๆ ให้กับแบรนด์หรูต่าง ๆ การลงทุนโดย Alibaba และ Richemont ใน Farfetch China และการก่อตั้งกิจการร่วมค้าครั้งนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในช่วงครึ่งปีแรกของปีปฏิทัน 2564 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสุดท้ายก่อนที่จะมีการตกลง

ขณะเดียวกัน Artemis ได้ตกลงที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Farfetch จากเดิมด้วยการเข้าซื้อหุ้นสามัญ Class A ของ Farfetch เป็นมูลค่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ

เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอุตสาหกรรมแบรนด์หรูระดับโลก

การค้าปลีกยุคใหม่สำหรับตลาดสินค้าหรู หรือ Luxury New Retail (“LNR”) เป็นการริเริ่มสุดสร้างสรรค์ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีค้าปลีกในรูปแบบ omnichannel ที่ทันสมัยของ Farfetch และ Alibaba เพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจแบรนด์หรู รวมถึงโซลูชันสำหรับองค์กรแบบครบวงจรที่มี Farfetch เป็นผู้ขับเคลื่อน โดยโซลูชันเหล่านั้นจะรองรับกลยุทธ์กระจายสินค้าแบบโมโนแบรนด์และมัลติแบรนด์ของแบรนด์หรูต่าง ๆ รวมถึงเว็บไซต์และเเอปพลิเคชันขายสินค้าออนไลน์ที่เชื่อมถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีค้าปลีก omnichannel และการเข้าถึงตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ของทั้ง Farfetch และ Tmall Luxury Pavilion บนแพลตฟอร์มที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

Farfetch และ Alibaba ยังได้ก่อตั้งกลุ่มที่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการยกระดับการค้าปลีกยุคใหม่ หรือ LNR ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำการก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลของอุตสาหกรรมค้าปลีกแบรนด์หรูระดับโลก Johann Rupert ประธานของ Richemont และ François-Henri Pinault ประธานของ Artemis จะร่วมกับ Farfetch และ Alibaba ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งและจะนำความเป็นผู้นำและความเชี่ยวชาญรวมกว่าทศวรรษมาสู่กลุ่มขับเคลื่อนนี้

José Neves ผู้ก่อตั้ง ประธานและซีอีโอของ Farfetch กล่าวว่า “การประกาศความเป็นพันธมิตรครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับพันธกิจของเราที่ต้องการเชื่อมเจ้าของแพลตฟอร์ม นักสร้างสรรค์ และผู้บริโภคในอุตสาหกรรมแฟชันลักชัวรีเข้าด้วยกัน การลงทุนมูลค่า 1.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Farfetch จาก Alibaba Group, Richemont และ Artemis เป็นการยืนยันถึงบทบาทของเราในฐานะแพลตฟอร์มแบรนด์หรูระดับโลกอย่างชัดเจน

โปรเจกต์ใหม่ที่ทำร่วมกับ Alibaba Group และ Richemont เป็นการขยายกลยุทธ์ของ Farfetch ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแบรนด์หรู ซึ่งถูกเร่งรัดโดยความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสืบเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) โปรเจกต์ Luxury New Retail จะพาเราไปเจอกับวิธีต่าง ๆ ในการช่วยให้อุตสาหกรรมเดินหน้าไปได้ในวงที่กว้างขึ้น และประสบความสำเร็จหลังจากการระบาดของไวรัสหมดไป”

Daniel Zhang ประธานและซีอีโอแห่ง Alibaba Group กล่าวว่า “การจับมือเป็นพันธมิตรกันครั้งนี้เป็นการรวมแพลตฟอร์มค้าปลีกสินค้าหรูและเทคโนโลยีชั้นนำของโลกเข้าด้วยกัน ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จอีกขั้นในกลยุทธ์ของ Alibaba ในการตอบสนองความต้องการสินค้าลักชัวรีในจีนที่กำลังเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดสินค้าหรูในจีน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมียอดขายครึ่งหนึ่งของยอดขายสินค้าหรูหราทั่วโลกภายในปี 2568 ประกอบด้วยผู้บริโภควัยหนุ่มสาวหลายร้อยล้านคนที่ใช้ดิจิทัลเป็นหลัก การจับมือกับ Farfetch และขยายความร่วมมือกับ Richemont จะช่วยให้เราพาอุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าหรูเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลและพลิกโฉมประสบการณ์ช้อปปิ้งสินค้าลักชัวรีให้กับลูกค้าได้เร็วขึ้น”

Johann Rupert ประธานแห่ง Richemont กล่าวว่า “การพัฒนาที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในกิจการร่วมทุนกับ Alibaba สะท้อนถึงการรุดหน้าสู่การค้าปลีกสินค้าหรูในรูปแบบใหม่อันสำคัญ การร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชี่ยวชาญด้านการค้าปลีกสินค้าหรูจาก Maisons และความเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็ง การบริการที่เช่ียวชาญ และการดูแลลูกค้าที่เป็นเลิศของ YOOX NET-A-PORTER ซึ่งจะช่วยให้เราส่งมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้าที่มีวิสัยทัศน์ของเรา

ความเป็นพันธมิตรจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ผมยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับ Daniel, José และ François-Henri ในการนำวิสัยทัศน์ที่เรามีร่วมกันมาทำให้เกิดผล เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอตุสาหกรรมลักชัวรีแห่งอนาคต“

François-Henri Pinault ประธานแห่ง Artemis กล่าวว่า “ศักยภาพในการเติบโตของการขายสินค้าหรูออนไลน์ไม่เคยสดใสเท่านี้มาก่อน และความสำคัญของประเทศจีนต่ออุตสาหกรรมสินค้าหรูก็ฉายให้เห็นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน วิสัยทัศน์ของ José Neves ทำให้ Farfetch มีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสบกรณ์ซื้อขายสินค้าผ่านกลยุทธ์ omnichannel ให้กับลูกค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ การลงทุนโดย Artemis แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของเราต่ออนาคตของ Farfetch และตัวผมเองก็ตั้งตารอที่จะได้สัมผัสอนาคตของการค้าปลีกสินค้าหรูร่วมกับกลุ่มคนผู้มีวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญเหล่านี้”

Goldman Sachs International (ทีมหลัก) และ Allen & Company LLC ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินให้กับ Farfetch

การออกพันธบัตรแปลงสภาพส่วนบุคคล 0% ที่ครบกำหนดในปี 2573 มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของ FARFETCH

เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ข้างต้น Alibaba Group และ Richemont ได้ตกลงที่จะซื้อพันธบัตรแปลงสภาพ 0% มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ครบกำหนดในปี 2573 ("พันธบัตร") ซึ่งออกโดย Farfetch Limited ("บริษัท ") สำหรับรายได้รวมทั้งหมด 600 ล้านดอลลาร์ เงินทุนที่เพิ่มเข้ามาจะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ระยะยาวของ Farfetch ในการให้บริการแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลกสำหรับอุตสาหกรรมแฟชันอันหรูหรา และช่วยให้เป้าหมายที่ต่อเนื่องของบริษัทในการวางแผนการเติบโตและเดินหน้าสู่การทำกำไรได้สำเร็จง่ายขึ้น การขายพันธบัตรให้กับ Alibaba Group และ Richemont คาดว่าจะสำเร็จลุล่วงราววันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสุดท้ายก่อนที่จะมีการตกลง

พร้อมกับการลงทุนครั้งนี้ Alibaba Group จะเสนอชื่อผู้อำนวยการหนึ่งคนให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของ Farfetch

พันธบัตรจะครบกำหนดในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2573 เว้นแต่จะมีการแปลง แลก หรือซื้อคืนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด พันธบัตรจะไม่มีดอกเบี้ยและจำนวนเงินต้นของพันธบัตรจะไม่มีการทบสูงขึ้น ก่อนการปิดทำการในวันซื้อขายที่กำหนดไว้ในวันที่สองก่อนวันครบกำหนด ผู้ถือพันธบัตรสามารถแปลงสภาพพันธบัตรในราคาเดิมที่ประมาณ 32.29 ดอลลาร์ เท่ากับมูลค่าหุ้น 22% ของราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตลอดระยะเวลาการซื้อขายสามสิบ (30) วัน สิ้นสุดในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 เมื่อมีการแปลงสภาพแล้ว พันธบัตรจะถูกจัดให้เป็นหุ้นสามัญประเภท A ของบริษัท (ภายใต้สิทธิ์ของบริษัท ในบางกรณี เพื่อแปลงสภาพพันธบัตรให้เป็นหุ้นสามัญ Class A เงินสด หรือทั้งสองรวมกันโดยการลงคะแนนเสียงของบริษัท) หากมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นซึ่งส่งผลให้ปัจจัยพื้นฐานมีการเปลี่ยนแปลง (Fundamental Change) (ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับนิยามของพันธบัตร) ผู้ถือพันธบัตรมีสิทธิ์เรียกร้องให้บริษัทซื้อคืนพันธบัตรทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเงินสดในราคาเท่ากับ 100% ของจำนวนเงินต้นรวมทั้งดอกเบี้ยพิเศษที่ค้างชำระภาย ถ้ามี ในวันที่ครบกำหนด ในบางกรณี บริษัท อาจเพิ่มอัตราการแปลงสภาพสำหรับเจ้าของที่ทำการแปลงสภาพพันธบัตรตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน

Alibaba Group และ Richemont อาจให้บริษัทซื้อคืนพันธบัตรทั้งหมดหรือบางส่วนในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ในราคาซื้อคืนเท่ากับ 100% ของจำนวนเงินต้นที่จะซื้อคืน รวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างจ่ายและยังไม่ได้ชำระ หากมี โดยรวมวันที่ซื้อคืนดังกล่าว

บริษัทไม่สามารถไถ่ถอนพันธบัตรก่อนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีบางประการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไป บริษัทอาจไถ่ถอนพันธบัตรเป็นเงินสดทั้งหมดหรือบางส่วนของพันธบัตรที่เกี่ยวข้องหากราคาขายสุดท้ายของหุ้นสามัญ Class A มีมูลค่าอย่างน้อย 130% (หรือ 200% หากพันธบัตรที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในครอบครองของ Alibaba Group หรือ Richemont มีจำนวนเพียงพอในขณะนั้น) ของราคาแลกเปลี่ยน และให้มีผลในอย่างน้อย 20 วันทำการซื้อขาย (ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม) ในช่วงระยะเวลาการซื้อขาย 30 วันติดต่อกัน (รวมถึงวันซื้อขายสุดท้ายของช่วงเวลาดังกล่าว) สิ้นสุดในวันซื้อขายก่อนวันที่บริษัทแจ้งการไถ่ถอน ในราคาเท่ากับ 100% ของจำนวนเงินต้นของพันธบัตรที่จะไถ่ถอนรวมทั้งดอกเบี้ยพิเศษที่ค้างรับและยังไม่ได้ชำระ หากมี จนถึงแต่ไม่รวมวันที่ไถ่ถอน

หลังออกพันธบัตรแล้ว พันธบัตรจะอยู่ในสถานะหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท และจะถูกจัดให้เป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิสำหรับชำระหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัท ซึ่งเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิในการชำระหนี้ของพันธบัตรโดยชัดแจ้ง เทียบเท่ากับการชำระหนี้ผูกพันแบบไม่มีหลักประกันใด ๆ ของบริษัทซึ่งไม่ด้อยสิทธิ ส่งผลให้เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิในการชำระหนี้แบบมีหลักประกันของบริษัท ในขอบเขตของมูลค่าของทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการเป็นหนี้ดังกล่าว ด้อยสิทธิต่อพันธบัตรไม่ด้อยสิทธิแบบแปลงสภาพได้ 5.00% ของบริษัทซึ่งครบกำหนดปี 2568 และด้อยสิทธิต่อความเป็นหนี้และภาระผูกพันอื่น ๆ (รวมถึงเจ้าหนี้การค้า) ของบริษัทย่อยของบริษัท

การเปิดเผยข้อมูลการลงทุนของ ARTEMIS

เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ข้างต้น Artemis ได้ตกลงที่จะซื้อหุ้นสามัญ Class A ที่ออกโดย Farfetch จำนวน 1,889,338 หน่วยสำหรับกำไรรวมขั้นต้นราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การออกหุ้นให้กับ Artemis คาดว่าจะเสร็จสิ้นในหรือประมาณวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดตามธรรมเนียม

ข้อมูลการประชุมทางไกลผ่านโทรศัพท์

Farfetch จะจัดประชุมทางไกลผ่านโทรศัพท์ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8:00 น. ตามเขตเวลาตะวันออก เพื่อหารือถึงธุรกรรมและการลงทุนที่กล่าวมาข้างต้น ผู้สนใจสามารถฟังการประชุมสดผ่านการถ่ายทอดเสียงได้ที่เว็บไซต์ http://farfetchinvestors.com และชมการนำเสนอสไลด์ไปพร้อมกัน โดยสามารถชมบันทึกการประชุมย้อนหลังได้ 30 วันที่เว็บไซต์เดียวกันนี้

ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคต

เอกสารเผยแพร่นี้ประกอบด้วยข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตตามความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 ข้อความทั้งหมดในที่นี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีตให้ถือว่าเป็นการคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย แต่ไม่จำกัดเฉพาะ การทำธุรกรรมใด ๆ และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกิจการร่วมค้าของ Farfetch China และการค้าปลีกยุคใหม่สำหรับตลาดสินค้าหรู (Luxury New Retail) โอกาสในอนาคตและระดับของธุรกิจที่คาดหมาย ผลการประกอบการและผลการดำเนินงานในอนาคต กิจกรรมและเป้าหมายที่วางแผนไว้ การเติบโตที่คาดการณ์ โอกาสทางการตลาด กลยุทธุ์ การแข่งขันและความคาดหวังอื่น ๆ และ/หรือความสำเร็จในการออกพันธบัตร และ/หรือหุ้นสามัญ Class A ของ Farfetch และสมมติฐานใด ๆ ที่เป็นการเน้นย้ำถึงข้อความดังกล่าว รวมถึงข้อความที่ประกอบด้วยคำว่า “คาดว่า” “ตั้งใจ” “วางแผน” “เชื่อ” “ตั้งเป้า” “คาดการณ์” “ประมาณการ” “อาจจะ” “ควร” “คาด” และข้อความอื่น ๆ ที่คล้ายกันซึ่งบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคต ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตเหล่านี้อ้างอิงจากการคาดการณ์ของฝ่ายบริหารซึ่งเป็นปัจจุบันในขณะนั้น ข้อความเหล่านี้ไม่ใช่คำมั่นหรือหลักประกันใด ๆ และมีความเสี่ยงทั้งที่ทราบและไม่ทราบ ความไม่แน่นอน และปัจจัยที่สำคัญอื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้ผลประกอบการ ผลการดำเนินงาน หรือความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างออกไปจากผลที่เกิดขึ้นในอนาคตที่กล่าวถึงทั้งโดยตรงและโดยนัยในข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคต รวมถึงปัจจัยที่พูดถึงในหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง” ใน Form 20-F ในรายงานประจำปีของเรา ซึ่งได้ยื่นต่อยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และปัจจัยเหล่านั้นอาจมีการปรับปรุงแก้ไขในเอกสารอื่น ๆ ที่ยื่นต่อ SEC ซึ่งสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของ SEC ที่ www.sec.gov และหน้าสำหรับนักลงทุนบนเว็บไซต์ของเราที่ www.farfetchinvestors.com และนอกจากนี้ เราดำเนินธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมีความเสี่ยงใหม่ ๆ เกิดขึ้น ฝ่ายบริหารของเราจึงไม่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงได้ทั้งหมด หรือประเมินผลกระทบจากความเสี่ยงต่อธุรกิจของเราได้ทั้งหมด หรือระดับที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือทั้งหมดจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานจริงแตกต่างจากที่กล่าวในข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตใด ๆ ของเรา  และด้วยความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และสมมติฐานเหล่านี้ เหตุการณ์และสถานการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งกล่าวถึงในเอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้จึงมีความไม่แน่นอนและอาจไม่เกิดขึ้นจริง และผลที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างออกไปอย่างมากจากกล่าวไว้ในที่นี้ทั้งโดยตรงและโดยนัย ฉะนั้น ไม่ควรใช้ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต และข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตในเอกสารประชาสัมพันธ์นี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือข้อมูล ณ วันที่จัดทำเท่านั้น เว้นเสียแต่จะกำหนดไว้โดยกฎหมาย เราไม่มีภาระผูกพันในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตใด ๆ ให้เป็นไปตามข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่นใดหลังจากวันที่จัดทำเอกสารนี้ขึ้นแล้ว หรือเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่นอกเหนือจากที่คาดการณ์ไว้

เกี่ยวกับ FARFETCH

Farfetch Limited เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกสำหรับวงการแฟชันหรู Farfetch ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 โดย José Neves ผู้ซึ่งหลงใหลในแฟชัน ก่อนเปิดตัวในปี 2551 โดยเริ่มต้นจากการเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าออนไลน์สำหรับร้านสินค้าระดับหรูจากทั่วโลก ปัจจุบันมาร์เก็ตเพลสของ Farfetch ให้ลูกค้าในกว่า 190 ประเทศทั่วโลกเลือกซื้อสินค้าจากกว่า 50 ประเทศและแบรนด์ ร้านบูติกและห้างสรรพสินค้าระดับโลกกว่า 1,300 ราย มอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แท้จริง และการเข้าถึงสินค้าหรูที่มีตัวเลือกเยอะที่สุดบนแพลตฟอร์มเดียว ธุรกิจอื่น ๆ ของ Farfetch ประกอบด้วย Farfetch Platform Solutions ซึ่งให้บริการลูกค้าระดับองค์กรด้านอีคอมเมิร์ซและความสามารถด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึง Browns and Stadium Goods ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับหรูให้กับผู้บริโภค และ Guards แพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาแบรนด์แฟชันระดับโลก นอกจากนี้ Farfetch ยังลงทุนในนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น โซลูชันค้าปลีกในโลกเสมือนจริงอย่าง Store of the Future และยังพัฒนาเทคโนโลยีหลัก ๆ โซลูชันทางธุรกิจ และบริการต่าง ๆ ป้อนอุตสาหกรรมแฟชันลักชัวรีอีกด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดูที่ www.farfetchinvestors.com

เกี่ยวกับ ALIBABA GROUP

เป้าหมายของ Alibaba Group คือการทำให้การทำธุรกิจเป็นเรื่องง่ายในทุก ๆ ที่ บริษัทตั้งเป้าสร้างระบบพื้นฐานของการค้าขายให้กับอนาคต และปรารถนาที่จะได้เห็นลูกค้าพบปะ ทำงาน และใช้ชีวิตที่ Alibaba ซึ่งนั่นจะทำให้ Alibaba เป็นบริษัทที่ดีซึ่งมีอายุยาวนานถึง 102 ปี

เกี่ยวกับ RICHEMONT

Richemont เป็นเจ้าของธุรกิจ Maisons ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่น ความประณีตและความสร้างสรรค์ กลุ่มดำเนินธุรกิจสี่ด้าน ได้แก่: อัญมนี ประกอบด้วยแบรนด์ Buccellati, Cartier และ Van Cleef & Arpels ผลิตนาฬิกา ประกอบด้วยแบรนด์ A. Lange & Söhne, Baume & Mercier, IWC Schaffhausen, Jaeger-LeCoultre, Panerai, Piaget, Roger Dubuis และ Vacheron Constantin จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ได้แก่ YOOX NET-A-PORTER GROUP (NET-A-PORTER, MR PORTER, YOOX, THE OUTNET) และ Watchfinder & Co. และอื่น ๆ โดยเน้นที่ธุรกิจแฟชันและเครื่องประดับภายใต้เครือ Maisons ประกอบด้วยแบรนด์ Alaïa, Chloé, dunhill, Montblanc และ Peter Millar

เกี่ยวกับ ARTEMIS

Artemis ก่อตั้งขึ้นในปี 2535 โดยนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสอย่าง François Pinault โดย Artemis เป็นผู้ถือหุ้นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของกลุ่มธุรกิจแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Kering (Gucci, Saint Laurent, Bottega Veneta, Balenciaga, Alexander McQueen, Brioni, Boucheron, Pomellato, Dodo, Qeelin, Ulysse Nardin, Girard-Perregaux และ Kering Eyewear) Artemis ยังเป็นเจ้าของบริษัทซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอีกหลายแห่ง ได้แก่ ธุรกิจจัดประมูล Christie สวนองุ่น Chateau Latour และเรือสำราญ Ponant และในฐานะผู้ถือหุ้น Artemis ตั้งเป้าหมายที่การเติบโตระยะยาวและการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20201105006200/en/

ติดต่อ:

แผนกนักลงทุนสัมพันธ์ของ Farfetch:
Alice Ryder
รองประธานแผนกนักลงทุนสัมพันธ์
IR@farfetch.com

แผนกสื่อของ Farfetch Media:
Susannah Clark
รองประธานแผนกงานสื่อสาร
susannah.clark@farfetch.com
+44 7788 405224

Brunswick Group
farfetch@brunswickgroup.com
สหรัฐอเมริกา: +1 (212) 333 3810
สหราชอาณาจักร: +44 (0) 207 404 5959

Alibaba Group:
Julia Hutton-Potts
j.hutton-potts@alibaba-inc.com
+44-7307807007

Holly Zhao
holly.zhao@alibaba-inc.com
+1-5054693316

Ivy Ke
ivy.ke@alibaba-inc.com
+852-55909949

Richemont:
Sophie Cagnard ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร
James Fraser กรรมการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ติดต่อที่: +41 22 721 30 03; investor.relations@cfrinfo.net
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อติดต่อที่: +41 22 721 35 07; pressoffice@cfrinfo.netrichemont@teneo.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Forex Leverage | ฟอเร็กซ์ เลเวอเรจ 101 – ที่คุณควรรู้

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS ON BEHALF OF FOREX LEVERAGE)–29 ตุลาคม 2563

เลเวอเรจ (Leverage) ในตลาดเงินตราต่างประเทศ (Forex: Foreign Exchange) นั้นสามารถแปรเปลี่ยนเป็นได้ทั้งฝันร้าย หรือ ฝันที่กลายเป็นจริง อธิบายง่ายๆ Leverage คือ เงินลงทุนที่เทรดเดอร์ (Trader) กู้ยืมมาจากโบรกเกอร์ เป็นเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ยเงินกู้ อาจมีเพียงค่าธรรมเนียมจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น

เลเวอเรจ ในการซื้อขายฟอเร็กซ์มักคำนวณเป็นอัตราส่วนระหว่างเงินฝากจริงของเทรดเดอร์กับจำนวนเงินที่สามารถลงทุนสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น อัตราส่วน: หนึ่งต่อแปด 1:8  (เลเวอเรจแปดเท่า) หมายถึง ฝากเงินในบัญชีเทรด $10,000 สามารถลงทุนซื้อขายได้สูงสุดถึง $80,000

เลเวอเลจ จำเป็นหรือไม่
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะเลือกโบรกเกอร์ที่มีเลเวอเรจให้ เพราะเลเวอเรจนั้นมอบสิทธิประโยชน์ได้มากมาย หากใช้ให้เป็นอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ  นอกจากนั้นการจะเป็นเทรดเดอร์ได้ คุณจำเป็นต้องมีบัญชีเงินลงทุนเริ่มที่ $100,000 ในการทำกำไร ซึ่งนั้นทำให้คุณจำเป็นต้องเลือกใช้กลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งดังต่อไปนี้

ทางเลือกแรก คือ เปิดบัญชีแล้วทำรายการฝากด้วยเงินสดส่วนตัว $100,000 หรือทางเลือกที่สอง แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ให้เลเวอเรจสูงห้าเท่า แล้วทำรายการฝากเพียงแค่ $2,000 ซึ่งจะช่วยคุณในฐานะที่เป็นเทรดเดอร์ประหยัดเงินสดไปถึง $80,000 ที่คุณสามารถนำเงินสดที่เหลือนี้ไปใช้ลงทุนรูปแบบอื่นได้อีก เช่น การลงทุนในหุ้นปันผล ที่ช่วยสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอ

โดยทั่วไปแล้ว เลเวอเรจ สามารถเริ่มที่หนึ่งเท่าของยอดเงินฝากเริ่มต้น หรืออาจสูงสุดที่ 1,000 เท่า หรือ มากกว่านั้นก็เป็นได้สำหรับเทรดเดอร์ที่มีความชำนาญและประสบการณ์  สำหรับนักลงทุนเทรดเดอร์มือใหม่ ควรเลือกเลเวอเรจที่สูงไม่เกิน 20 เท่า ยังถือว่ามีความปลอดภัยอยู่  แต่ถ้าเลเวอเรจสูงเกินกว่า 20 เท่าขึ้นไป นับว่าค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงในการลงทุน ยิ่งเลวเอเรจสูงมากเท่าใด ความเสี่ยงก็สูงขึ้นทวีคูณตามไปด้วยเช่นกัน

เลเวอเรจ: ตัวอย่างการใช้

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของ เลเวอเรจ เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่พอมีประสบการณ์การเทรดมาบ้างแล้ว สมมติว่าโบรกเกอร์ให้เลเวอเรจที่ 50 เท่า เทรดเดอร์ฝากเงินเข้าบัญชีเทรดที่ $5,000 เท่ากับว่า เทรดเดอร์สามารถมีกำลังลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดเงินตราต่างประเทศได้มากถึง $250,000

หากคุณคาดการณ์เอาไว้ว่า สกุลเงิน EUR ค่าเงินกำลังจะขึ้น คุณก็สามารถเลือกซื้ออัตราแลกเปลี่ยนคู่สกุล EUR ต่อ USD

ก่อนอื่นลองมาทำความเข้าใจกับบัญชีที่ยัง ไม่เลือกใช้เลเวอเรจ เป็นตัวช่วยกันก่อน   ถ้าเทรดเดอร์ลงทุน $5,000 ในตลาดเงินตราต่างประเทศคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่อัตรา 1.1805  ซึ่งมักมีอัตราขยับตัวขึ้นไปที่ 100 ปิ๊ป (pips) ต่อวัน สมมติว่าครั้งนี้ค่าเงินขึ้นเป็น 1.1905 พอดี

กรณีนี้เทรดเดอร์เลือกเทรดถูกฝั่ง และรับรายได้ทันทีจากการเทรดครั้งนี้ไป $50 นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตด้วยการเทรดฟอเร็กซ์เป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว

ต่อมาในกรณีที่ เลือกใช้เลเวอเลจ 50 เท่า เป็นตัวช่วย รายได้ของคุณก็จะทวีคณูขึ้นไปอีก 50 เท่าเช่นกัน  ฉะนั้นแทนที่จะทำกำไรแค่ $50 จากการเทรด กำไรก็จะเพิ่มไป 50 เท่า จาก $50 เป็น $2,500 และนี่ก็เป็นกำไรพื้นฐานจริงๆ ที่สามารถทำได้ต่อการเทรดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งสามารถทำเงินได้มากถึง $130,000 ต่อปี

 imgแล้วทำไมถึงไม่อยากใช้ เลเวอเรจ

เมื่อข้างต้นเราได้อธิบายว่า เลเวอเรจ คืออะไร และใช้เป็นตัวช่วยในการเทรดได้อย่างไรมาแล้ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับด้านลบ หรือ ของเสียของ เลเวอเรจ นั้นก็มีความสำคัญที่ควรต้องทราบไว้เช่นกัน เลเวอเรจ ยิ่งช่วยให้คุณทำกำไรได้มากขึ้นเท่าไหร่  ก็สามารถทำให้เสียได้มากขึ้นตามอัตราส่วนดังกล่าวเช่นกัน

ลองจินตนาการดูว่า หากผลลัพธ์ออกตรงข้ามกับตัวอย่างด้านบน ผลเสียที่ตามมาจะเป็นอย่างไร และถึงขั้นอาจทำให้ยอดเงินฝากในบัญชีเทรดของคุณเป็นศูนย์ได้ในทันที

ดังนั้นในบัญชีที่ ไม่เลือกใช้เลเวอเรจ หากการลงทุน $5,000 ในคู่สกุลเงิน EUR/USD ที่เสีย 100 ปิ๊ป จะทำกับเสีย $50  ส่วนบัญชีเทรดที่เลือกใช้เลเวอเรจช่วย 50 เท่า หากเสียก็จะเสียถึง $2,500

เท่ากับว่าคุณจะเสียเงินทุนที่ฝากไปครึ่งหนึ่ง  เมื่อเสียเยอะ ยอดกำลังการซื้อขายครั้งต่อไปของเทรดเดอร์ก็จะลดลงตามไปด้วยจาก $250,000 เหลือเพียง $125,000 ตามอัตรายอดเงินฝากคงเหลือเหลือจริงที่ลดลงมาครึ่งหนึ่งด้วยเช่นกัน

แล้วถ้าเกิดคู่สกุลเงิน EUR/USD เกิดขยับตัวลงไปถึง 150 ปิ๊ป หรือ 200 ปิ๊ป จะเป็นอย่างไร  ฉะนั้นเทรดเดอร์พึ่งควรระวังว่าการเทรดเพียงครั้งเดียวก็เป็นความเสี่ยงกับยอดเงินในบัญชีเทรดของคุณ

โบรกเกอร์เองก็เปรียบเสมือนมีระบบคอยช่วยจัดการบริการความเสี่ยงโดยอัติโนมัติ  ช่วยปล่อยขายเมื่อยอดคงเหลือในบัญชีของเทรดเดอร์อยู่ในอาการน่าเป็นห่วง  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า ทุกๆ เงินลงทุน $1 จากเทรดเดอร์ โบรกเกอร์จะช่วยดันกำลังลงทุนเพิ่มไปอีก 50 เท่าจากยอดเริ่มต้น

บทสรุป: โบรกเกอร์เลิฟ…เลเวอเรจ

โบรกเกอร์ชอบเสนอเลเวอเรจให้เทรดเดอร์อยู่แล้วเป็นปกติ เพราะพวกเขาจะได้รับรับค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้นด้วยเช่นกันในการเทรดแต่ละครั้ง  แน่นอนว่าโบรกเกอร์เหล่านี้ต้องการผูกสัมพันธ์ระยะยาวกับเทรดเดอร์ที่ทำกำไรให้พวกเขา เพราะใครๆก็อยากได้กำไรและทำเงินเยอะๆ มากกว่าการเสียเงินในการเทรดฟอเร็กซ์ทั้งนั้น

แม้ว่าโบรกเกอร์เองก็อยากจะยื่นเลเวอเลจให้กับเทรดเดอร์ทุกคนในอัตรามากเท่าที่จะมากได้ แต่ในแท้ที่สุดแล้วค่าเลเวอเรจที่สูงที่สุด มักถูกเสนอให้กับเทรดเดอร์ที่สามารถทำกำไรและมีความรับผิดชอบเท่านั้น  เทรดเดอร์ที่ขาดประสบการณ์ และชอบเสี่ยงมากเกินไปไม่ส่งผลดีให้กับตัวโบรกเกอร์เอง หลายครั้งที่มักก่อปัญหาให้โบรกเกอร์อีกด้วย

เครดิต: ADVFN NEWS
อ้างอิงและแปลจาก: Forex Leverage 101: Everything You Need To Know

—————————————-

ข้อความปฎิเสธความรับผิดชอบ

Thai Business News ไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเงินและไม่แนะนำหรือต่อต้านการซื้อขายสกุลเงินหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ และไม่ได้แนะนำโบรกเกอร์ใดๆ โดยเฉพาะการซื้อขายตราสารดังกล่าวขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ในกรณีของการสูญเสียตราสารที่มีเลเวอเรจอาจเกินมูลค่าของเงินลงทุนเดิม

การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบนมาร์จิ้นนั้นมีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนในบางราย ผลการดำเนินการในอดีตไม่ได้บ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต  โดยระดับของ leverage อาจทำอันตรายกับสถานะทางการเงินของท่าน ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินนั้น ท่านควรพิจารณาจุดมุ่งหมายการลงทุนของท่าน, ระดับของประสบการณ์และการยอมรับความเสี่ยง โดยมีความเป็นไปได้ที่ท่านจะสูญเสียเงินทุนเริ่มต้นเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด ดังนั้นท่านจึงไม่ควรนำเงินส่วนที่ท่านคิดว่าไม่สามารถจะสูญเสียได้มาลงทุน ท่านควรจะคำนึงถึงทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระดับการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินและหาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินหากท่านมีข้อสงสัยใดๆ

หน่วยงานทางทะเลของ Starr เปิดตัวโปรแกรมควบคุมการสูญเสียระบบการจัดการอาคารเทอร์มินัล

Logo

นิวยอร์ก–(บิสิเนสวไร์)–27 ต.ค. 2563

Starr Marine บริษัทย่อยของบริษัทประกันภัย Starr Insurance Companies ได้เปิดตัวโปรแกรมการประเมินระบบการจัดการอาคารเทอร์มินัล Terminal Management System (TMS) Assessment Program ที่ครอบคลุมซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าของ Starr สามารถค้นหาและลดความเสี่ยงสำหรับการปฏิบัติการอาคารเทอร์มินัลทางทะเลทุกขนาด

โปรแกรม TMS นี้ ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เป็นเครื่องมือกรรมสิทธิ์ที่สร้างขึ้นเพื่อวัดการดำเนินงานของเทอร์มินัลเทียบกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม  ทีมบริการควบคุมการสูญเสียทางทะเลของ Starr ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารของอาคารเทอร์มินัลเพื่อทำการประเมินและทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงาน การบำรุงรักษา และความปลอดภัยในสถานที่โดยใช้หน่วยงานสำรวจทางทะเลอิสระ

การประเมินจะให้คะแนนมาตรฐานและคำแนะนำโดยละเอียดแก่ลูกค้าเพื่อปรับปรุงการจัดการความเสี่ยงและแผนการควบคุมการสูญเสียสำหรับการดำเนินงาน

“ความพยายามของเราในการพัฒนาเครื่องมือ TMS เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการสูญเสียในท่าเรือจำนวนมากเมื่อเร็วๆ นี้” Matthew Davis รองประธานอาวุโสและหัวหน้าของ Starr Marine กล่าว “อย่างไรก็ตามเหตุการณ์เช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าแนวทางการควบคุมการสูญเสียของ Starr เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานกับลูกค้าเพื่อป้องกันการสูญเสียก่อนที่จะเกิดขึ้น”

เกี่ยวกับ Starr Insurance Companies

Starr Insurance Companies (หรือ Starr) เป็นชื่อทางการตลาดของบริษัทประกันภัยและความช่วยเหลือด้านการเดินทางและบริษัทย่อยของ Starr International Company, Inc. และสำหรับธุรกิจการลงทุนของ C. V. Starr & Co., Inc. และบริษัทย่อย  Starr เป็นองค์กรด้านการประกันภัยและการลงทุนชั้นนำที่มีอยู่ในหกทวีป  โดยการทำงานผ่านบริษัทประกันภัยที่ตนดำเนินงาน Starr ให้บริการผลิตภัณฑ์ประกันทรัพย์สิน ผู้บาดเจ็บ อุบัติเหตุ และสุขภาพ ตลอดจนความคุ้มครองพิเศษที่หลากหลาย รวมถึงการประกันภัยการบิน ทางทะเล พลังงาน และการประกันอุบัติเหตุส่วนเกิน  บริษัทประกันภัยในเครือของ Starr มีภูมิลำเนาอยู่ในสหรัฐอเมริกา เบอร์มิวดา จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และมอลตาต่างมีคะแนน AM Best อยู่ที่ “A” (ดีเยี่ยม) สมาคมของ Starr's Lloyd มีคะแนน Standard & Poor’s อยู่ที่ “A +” (แข็งแกร่ง)

เยี่ยมชมเราได้ที่ www.starrcompanies.com หรือติดตามเราที่ LinkedIn และ Twitter

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201027005221/en/

ติดต่อ:

Charlie Armstrong
Vice President, Marketing (รองประธานฝ่ายการตลาด)

charlie.armstrong@starrcompanies.com, 646.758.8308

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Mary Kay แต่งตั้ง Wendy Wang ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่สูงสุดด้านการขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

Logo

แบรนด์ความงามระดับโลกและผู้สนับสนุนการเสริมสร้างพลังของสตรี ประกาศบทบาทความเป็นผู้นำครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–27 ตุลาคม 2563

Mary Kay Inc. องค์กรชั้นนำผู้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถและการเป็นผู้ประกอบการของสตรี ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนความเป็นผู้นำของผู้หญิงทั่วโลกด้วยการแต่งตั้ง Wendy Wang ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่สูงสุดด้านการขาย (Chief Commercial Officer) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยจะประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแอดดิสัน ในรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่ here: https://www.businesswire.com/news/home/20201026005152/en/

The appointment of Wang is the latest in Mary Kay Inc.’s decades-long commitment to empowering women to serve in leadership positions. (Photo: Mary Kay Inc.)

การประกาศแต่งตั้ง Wang ครั้งนี้นับเป็นครั้งล่าสุดของการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของ Mary Kay Inc. ที่จะเสริมสร้างพลังให้กับสตรีผ่านการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้นำ (รูปภาพ: Mary Kay Inc.)

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งกับการประกาศแต่งตั้ง Wendy Wang ให้รับตำแหน่งผู้นำระดับสูงในครั้งนี้” KK Chua ประธาน Mary Kay ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “ความมุ่งมั่นที่จะได้เห็นผู้หญิงทั่วทั้งเอเชียมีชีวิตที่ดีขึ้นรวมถึงความเชี่ยวชาญของเธอจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเดินหน้าพันธกิจอันแน่วแน่ของเราในการยกระดับชีวิตของผู้หญิงในเอเชียแปซิฟิก Wendy เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้ที่มีความเฉียบแหลมทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ในระดับโลก รวมถึงมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ในการนำอุตสาหกรรมความงามซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะแบรนด์ความงามระดับโลกที่มุ่งมั่นต่อการเสริมสร้างพลังให้กับสตรี เราตระหนักว่าการมีผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำระดับสูงเป็นพลังขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั่วโลกที่ต่อเนื่องของเรา”

Wang ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่สูงสุดด้านการขาย จะเป็นผู้กำหนดและขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของภูมิภาคเพื่อให้เกิดความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของบริษัท รวมถึงจะเป็นผู้นำทีมระดับภูมิภาคเพื่อสนับสนุนงานขาย การตลาด เทคโนโลยีธุรกิจ รวมถึงการดำเนินงานต่าง ๆ ของสำนักงานสาขาย่อนในเอเชียแปซิฟิก Wang เริ่มงานกับ Mary Kay ประเทศจีนเมื่อปี 2545 ในตำแหน่งที่ปรึกษาในแผนกกฎหมายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระหว่างดำรงตำแหน่งรองประธานและรองที่ปรึกษาทั่วไป ซึ่งเป็นตำแหน่งล่าสุดของเธอ Wang เป็นผู้ดูแลทีมบุคลากรด้านกฎหมายที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านกฎหมายทั้งหมดของ Mary Kay ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป ละตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ เธอยังสวมบทผู้นำการพัฒนาและยกระดับโครงการต่อต้านการทุจริตทั่วโลกของ Mary Kay อย่างต่อเนื่อง และยังดำรงตำแหน่งหัวหน้างานบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ของบริษัทอีกด้วย

“ฉันตื่นเต้นอย่างมากที่ได้สานต่อการสนับสนุนสตรีในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงครอบครัวของพวกเธอ” Wang กล่าว “การได้ทำงานให้กับบริษัทที่มุ่งมั่นยกระดับชีวิตของผู้หญิงเป็นเอกสิทธิ์อันยอดเยี่ยมสำหรับฉัน และฉันจะทุ่มเททุกความพยายามเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เป็นไปได้ให้กับเหล่าที่ปรึกษาอิสระด้านความงาม พวกเรามุ่งเน้นอย่างมากกับการมอบโอกาสทางธุรกิจที่ดีที่สุด ซึ่งต่อยอดขึ้นจากค่านิยมที่ Mary Kay ยึดถือเป็นรากฐานในวัฒนธรรมองค์กรและพันธกิจของเรา กว่าหลายสิบปีที่บริษัทของเราเข้าไปมีบทบาทในการก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่ยึดถือกันมาเพื่อช่วยให้สตรีบรรลุศักยภาพสูงสุดทั้งด้านธุรกิจและชีวิตส่วนตัว และฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำให้พันธกิจนี้เดินหน้าต่อไป”

การประกาศแต่งตั้ง Wang ครั้งนี้นับเป็นครั้งล่าสุดของการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของ Mary Kay Inc. ที่จะเสริมสร้างพลังให้กับสตรีผ่านการดำรงตำแหน่งระดับผู้นำในสำนักงานทั่วโลก Mary Kay เป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง และค่านิยมนี้สะท้อนให้เห็นผ่านข้อมูลความหลากหลายทางเพศของพนักงานที่ Mary Kay ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค (ข้อมูลเมื่อกันยายน 2563) ดังนี้

  • 61% ของพนักงาน Mary Kay ทั่วโลกเป็นเพศหญิง
  • 59% ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการขึ้นไปเป็นเพศหญิง
  • 51% ของรองประธานฝ่ายต่าง ๆ ในระดับโลกเป็นเพศหญิง
  • 50% ของทีมผู้บริหารระดับโลกของ Mary Kay เป็นเพศหญิง

เช่นเดียวกัน ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำในทุกระดับส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เมื่อเดือนสิงหาคมของปี 2562 ที่ผ่านมา Katherine Weng ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ Mary Kay ในประเทศจีน ซึ่งนั้นทำให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Mary Kay เป็นผู้หญิงทั้งหมดแบบ 100% โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศของพนักงาน Mary Kay ในเอเชียแปซิฟิกที่สำคัญ ๆ (ข้อมูลเมื่อกันยายน 2563) ดังนี้

  • 57% ของพนักงาน Mary Kay ในเอเชียแปซิฟิกเป็นเพศหญิง
  • 69% ของผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานระดับภูมิภาค (ตั้งแต่ผู้อำนวยการขึ้นไป) เป็นเพศหญิง
  • 100% ของตำแหน่งผู้นำในตลาดเอเชียแปซิฟิกเป็นเพศหญิง

ในฐานะผู้สนับสนุนการเสริมสร้างพลังให้กับผู้หญิงทั่วโลกและเพื่อเป็นการฉลองครบรอบปีที่ 57 บริษัทจึงได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ Mary Kay Pink Power ในเอเชียแปซิฟิก และด้วยตระหนักถึงความท้าทายจากการระบาดของโรค แคมเปญนี้จึงจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างพลังและความเป็นผู้นำของสตรีในระดับองค์กรทั้งภายในและภายนอกบริษัทผ่านที่ปรึกษาอิสระด้านความงามของ Mary Kay และครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญกว่าครั้งไหน ๆ ที่ผู้หญิงทุกคนจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้กำลังใจ ส่งต่อพลัง และพากันก้าวสู่ศักยภาพสูงสุดของตัวเอง ในเวลาไม่กี่เดือนนับจากนี้ แคมเปญนี้จะเริ่มขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ก่อตั้งที่เป็นสัญลักษณ์ของบริษัทอย่าง Mary Kay Ash และการนำเสนอเรื่องราวการเสริมพลังของผู้นำสตรีจากทุกภูมิหลังและทุกช่วงชีวิตผ่านแฮชแท็ก #MKPinkPower

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash คือหนึ่งในผู้ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่มองไม่เห็น และก่อตั้งบริษัทความงามของตัวเองขึ้นเมื่อ 57 ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมาย 3 ข้อได้แก่ มอบโอกาสให้กับผู้หญิง ผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการ และสร้างโลกให้น่าอยู่ ความฝันของเธอได้เบ่งบานขึ้นกลายเป็นบริษัทที่เติบโตทางการเงินมูลค่าหลายพันล้าน พร้อมพนักงานขายอิสระกว่าล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความงาม และผลิตสินค้าบำรุงผิว เครื่องสำอาง อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและน้ำหอมมากมาย และยังทุ่มเทกับการช่วยให้ผู้หญิงและครอบครัวของพวกเขามีพลังด้วยการร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญและสนับสนุนกับการวิจัยด้านมะเร็ง ปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และส่งเสริมให้เด็ก ๆ ทำตามความฝัน วิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ยังคงเปล่งประกายและพาเธอสู่ความสำเร็จไปทีละขั้น

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20201026005152/en/

ติดต่อ:

ฝ่ายสื่อสารองค์กร Mary Kay Inc.
Marykay.com/newsroom
(+1) 972.687.5332 or media@mkcorp.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

AJC พบอุตสาหกรรมเปราะบางด้วยการคำนวณระดับความเสี่ยงที่โซ่มูลค่ามีต่อปัจจัยภายนอกในรายงานล่าสุดเกี่ยวกับห่วงโซ่มูลค่าที่ทนทานในอาเซียน

Logo

โตเกียว–(บิสิเนสไวร์)–16 ต.ค. 2563

ในรายงานที่มีชื่อว่า ห่วงโซมูลค่าระดับโลกที่ทนทาน (GVCs) สำหรับอาเซียนและความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้า ที่เผยแพร่โดยศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJC) ทาง AJC เสนอให้แต่ละประเทศและบริษัทในอาเซียนที่มีส่วนร่วมในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศตรวจสอบช่องโหว่ของห่วงโซ่คุณค่าต่อความเสี่ยงภายนอกในอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยอ้างอิงถึงการคำนวณความเสี่ยงของ AJC

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20201015006128/en/

The report "Resilient Global Value Chains for ASEAN and its Relationship with Partner Countries" is available for download on AJC website. (Graphic: Business Wire)

รายงาน "Resilient Global Value Chains for ASEAN and its Relationship with Partner Countries" มีให้ดาวน์โหลดบนเว็บไซต์ AJC (กราฟฟิค: บิสิเนสไวร์)

ได้มีการเรียกร้องหลายครั้งในระดับนานาชาติและระดับภูมิภาคให้มีการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่นับตั้งแต่การระบาดของ COVID-19  แม้ว่าจะเป็นธรรมชาติของระบบการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ ห่วงโซ่อุปทานหรือการจัดจำหน่ายที่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทไม่กี่แห่งและไม่กี่ประเทศทำให้บริษัทต่างๆ มักจะมีข้อกังวลว่าจะยังคงได้รับวัสดุและปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อไปหรือไม่ คำถามต่อไปคือห่วงโซ่คุณค่ากระจุกตัวที่ใดและในขั้นตอนใด

ในการตอบคำถามนี้ AJC ได้คำนวณระดับความเสี่ยงของห่วงโซ่คุณค่าต่อปัจจัยภายนอกและได้ระบุอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบ  ความเสี่ยงนั้นมีสองประเภท ได้แก่ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อส่วนต้นน้ำของ GVC (การกระจุกตัวของตลาดซัพพลายเออร์) และความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อส่วนปลายน้ำของ GVC (การกระจุกตัวของตลาดผู้ซื้อ)

เมื่อพิจารณาถึงการกระจุกตัวของคู่ค้าในตลาดซัพพลายเออร์ จีนเป็นซัพพลายเออร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับหลายอุตสาหกรรมในอาเซียน  ประเทศจีนครองส่วนแบ่งการตลาดที่สร้างอำนาจทางการตลาดมากพอที่จะก่อให้เกิดความกังวลในการแข่งขันใน 129 ใน 222 อุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยญี่ปุ่นครอง 38 อุตสาหกรรม  สำหรับการกระจุกตัวของตลาดผู้ซื้อ ประเทศจีนไม่ได้เป็นผู้ซื้อหลักในหลายอุตสาหกรรม (มีเพียง 11 อุตสาหกรรมที่การกระจุกตัว) โดยญี่ปุ่นครอง 24 อุตสาหกรรม

นอกจากนี้ AJC ได้เสนอ 5 กลยุทธ์เพื่อสร้าง GVC ที่แข็งแกร่งในอาเซียน ซึ่งได้แก่

  • การใช้นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคที่กำลังดำเนินการโดยประเทศสมาชิกอาเซียน
  • การปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงโดยภาคเอกชน
  • การผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลโดยทั้งภาครัฐและเอกชนอุตสาหกรรม
  • การส่งเสริมอุตสาหรรมใหม่และที่ทนต่อวิกฤต
  • พิจารณากลยุทธ์ของบริษัทสำหรับการผลิตระหว่างประเทศ: การผลิตในหรือนอกประเทศ

ในการจัดการกับ COVID-19 และวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายที่จะงดใช้แนวทางแก้ปัญหาทางลัดและลัทธิการคุ้มครองทางการค้า  และรักษาบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี

สามารถดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์ได้บนเว็บไซต์ AJC: https://www.asean.or.jp/en/centre-wide/resilient_gvcs/

อ่านต้นฉบับบน  businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201015006128/en/

ติดต่อ:

Tomoko Miyauchi
Office of Secretary General, PR (เลขาธิการฝ่ายประชาสัมพันธ์)
ASEAN-Japan Center
URL: https://www.asean.or.jp/en/
E-mail: toiawase_ga@asean.or.jp

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Atlas Holdings เข้าซื้อกิจการ Permasteelisa Group

Logo

ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมกำแพงม่าน ได้เข้าร่วมด้วย

กลุ่มธุรกิจการผลิตที่ดีที่สุดในระดับโลกของ Atlas

กรีนิช, คอนเน็คทิกัต–(BUSINESS WIRE)–30 ก.ย. 2563

Atlas Holdings ประกาศในวันนี้ว่า บริษัท ได้เข้าซื้อกิจการ Permasteelisa Group ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในด้านวิศวกรรมการจัดการโครงการการผลิต การติดตั้ง และบริการหลังการขายของโครงสร้างด้านหน้าของอาคารขั้นสูงสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน โดย Permasteelisa Group ได้ร่วมมือกับสถาปนิกในโครงการกว่า 3,500 โครงการที่เปลี่ยนแปลงวิวของตึกระฟ้าทั่วโลก

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เป็นแบบมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200930005357/en/

สามแบรนด์ ของ Permasteelisa Group  ได้แก่ Permasteelisa, Gartner และ Scheldebouw ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นผนังม่านคุณภาพสูงแบบครบวงจรชั้นนำของโลก โดยรวมแล้วบริษัท มีพนักงานมากกว่า 4,500 คนซึ่งออกแบบ สร้าง และติดตั้งโครงการชั้นนำในสถานที่ต่าง ๆ ในกว่า 30 ประเทศ ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิต 9 แห่งและสำนักงานออกแบบหลัก 8 แห่ง ด้วย

“Permasteelisa Group ได้รับความไว้วางใจจากสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ที่สุดในโลกในการทำให้การออกแบบของพวกเขาให้กลายเป็นความจริง และยังมีประวัติการส่งมอบโครงการ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงห้าทศวรรษของการเป็นผู้นำตลาดตลอดมา การรวมตัวเข้ากับความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและการผลิตของ Atlas ถือเป็นผลประโยชน์ที่มีแต่ได้กับได้สำหรับบริษัท ผู้ร่วมงานและลูกค้าของ บริษัท ” Timothy Fazio ผู้ร่วมก่อตั้ง Atlas Holdings และหุ้นส่วนผู้จัดการกล่าว “ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ต้อนรับ Permasteelisa Group เข้าสู่ครอบครัวของ Atlas”

“Permasteelisa Group ได้ทำให้อาคารที่โดดเด่นที่สุดของโลกบางส่วนมีชีวิตชีวาขึ้นมา” Peter Bacon หุ้นส่วนฝ่ายปฏิบัติการของ Atlas Holdings กล่าว “ความสามารถของบริษัทในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนนั้นไม่มีใครเทียบได้ในอุตสาหกรรมกำแพงม่าน

โครงการที่โดดเด่นของ Permasteelisa Group ได้แก่  the Shard ในลอนดอน, สำนักงานหลักของ Apple ในคูเปอร์ติโน, โครงการ World Trade Center ณ นิวยอร์ก ใน 1WTC, 3WTC และ 7WTC, World Financial Center ในเซี่ยงไฮ้, One Vanderbilt ในนิวยอร์ก และ International Commerce Centre ในฮ่องกง

“ เราไม่สามารถหาพันธมิตรที่ดีไปกว่านี้ที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท ของเราในวันนี้และสร้างอนาคตที่สดใสไปได้มากกว่ากับ Atlas Holdings” Klaus Lother ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Permasteelisa Group กล่าว “ ลูกค้าของเราไว้วางใจให้เราทำงานให้สำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น ไม่ว่าโครงการจะยากขนาดไหน และการดำเนินงานในระดับโลกของ Atlas และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในด้านการก่อสร้างและการผลิตนั้นเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเขาให้ความสำคัญในประโยชน์ระยะยาวและแบ่งปันค่านิยมหลักของเราในด้านความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของพนักงาน และการให้บริการลูกค้าที่เหนือกว่า ทีมงานของเราตื่นเต้นที่จะได้เริ่มทำงานกับ Atlas”

###

เกี่ยวกับ Atlas Holdings

Atlas และบริษัทในเครือซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองกรีนิชคอนเนตทิคัตและก่อตั้งขึ้นในปี 2545 เป็นเจ้าของและดำเนินการบริษัทแพลตฟอร์ม 22 แห่งซึ่งมีพนักงานมากกว่า 25,000 คนในโรงงานมากกว่า 200 แห่งทั่วโลก Atlas ดำเนินธุรกิจในภาคส่วนต่าง ๆ เช่นการแปรรูปอลูมิเนียมยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ก่อสร้าง การผลิตและจำหน่าย อาหารบรรจุภัณฑ์ กระดาษ การผลิตไฟฟ้าเยื่อกระดาษ การจัดการห่วงโซ่อุปทานและผลิตภัณฑ์จากไม้ บริษัทต่างๆของ Atlas ร่วมกันสร้างรายได้มากกว่า 6 พันล้านเหรียญต่อปี ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.atlasholdingsllc.com.

เกี่ยวกับ Permasteelisa Group

Permasteelisa Group ดำเนินธุรกิจทั่วโลกในการออกแบบผลิตและติดตั้งโครงสร้างคลุมด้านนอกของสถาปัตยกรรม ผนังม่าน และระบบภายใน ซึ่งทำให้ตัวบริษัทอยู่ในตำแหน่งผู้นำอย่างแท้จริงในตลาดระดับโลก ในทุกโครงการ Permasteelisa Group มีความรู้และประสบการณ์ตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน "สิ่งปลูกสร้างคุณสมบัติพิเศษ" ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จบรรลุความคาดหวังทางสถาปัตยกรรมของลูกค้า ในบรรดาความสำเร็จของกลุ่มบริษัท มีผลงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเช่น ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ (อาคารแรกที่ใช้ระบบกำแพงม่านอย่างกว้างขวาง), Eight Spruce ในแมนฮัตตันตอนล่าง (หรือที่เรียกว่า Beekman Tower) The Shard และ 20 Fenchurch Street ในลอนดอนพิพิธภัณฑ์ Guggenheim ที่ปฏิวัติวงการในบิลเบา Walt Disney Concert Hall สุดพิเศษในลอสแองเจลิสและ MoMA ในนิวยอร์ก หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ www.permasteelisagroup.com.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200930005357/en/

ติดต่อสอบถามข้อมูล:

Emily D'Alberto

(908) 789-1380

edalberto@mercuryllc.com

Cube Highways เข้าซื้อกิจการ KNR Walayar Tollways

Logo

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–29 กันยายน 2563

Cube Highways III บริษัทที่มี I Squared Capital เป็นผู้ถือครองหุ้น ภายใต้ ISQ Global Infrastructure Fund II ได้เข้าซื้อหุ้น KNR Walayar Tollways Private Limited (KWTPL) ผู้บริหารทางยกระดับในรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ จาก KNR Constructions Limited เมื่อรวมการเข้าซื้อครั้งนี้และสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและเตรียมปิดข้อเสนอ กลุ่มบริษัท Cube Highways จะมีโครงการทางหลวงในพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดมากถึง 27 โครงการทั่วอินเดีย รวมเป็นระยะทางเกือบ 8,400 กิโลเมตร

KWTPL เป็นผู้บริหารทางยกระดับขนาด 4 เลน ระยะทาง 53.5 กิโลเมตร ที่เชื่อมเมือง Walayar ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างรัฐทางตอนใต้ของอินเดีย ได้แก่ ทมิฬนาฑู และ เกรละ กับเมือง Vadakkancherry ในรัฐเกรละ เมื่อปี พ.ศ. 2555 โครงการได้รับสัมปทานเป็นเวลา 20 ปี เพื่อดำเนินการซ่อมแซมและขยายถนนจากสองช่องทางเป็นสี่ช่องทาง และเริ่มดำนานการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา โครงการของ KWTPL เป็นส่วนสำคัญของทางหลวงแห่งชาติหมายเลข 47 โดยอยู่บนเส้นทางสู่รัฐเกรละ ซึ่งจะเชื่อมโยงเมืองสำคัญ ๆ ใน Salem, Erode และ Coimbatore ของรัฐทมิฬนาฑู เข้ากับเมือง Thrissur และ Kochi ของรัฐเกรละ

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากที่มีการเข้าซื้อ Farakka-Raiganj Highway เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นการเข้าซื้อกิจการบริหารทางหลวงจากกลุ่ม KNR ลำดับที่สี่ของบริษัท

“ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) ที่เป็นอุปสรรค ทั้งสองบริษัทต่างช่วยกันปรับโครงสร้างการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย” Gautam Bhandari ผู้อำนวยการ Cube Highways และหุ้นส่วนผู้จัดการของ I Squared Capital กล่าว “การเข้าซื้อกิจการของ KNR Group อีกครั้งของ Cube Highways ครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเราคือพันธมิตรที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างถนนชั้นนำไว้วางใจ และเป็นการตอกย้ำบทบาทของเราในฐานะผู้ประกอบชั้นนำทางด้านโครงการทางหลวงของอินเดีย”

KWTPL จะช่วยขยายโครงการของ Cube Highways สู่อินเดียตอนใต้ และทำให้ปริมาณจราจรในพอร์ตโฟลิโอมีความหลากหลาย การจราจรเชิงพาณิชย์ระหว่างทมิฬนาฑูและเกรละมีการฟื้นตัวที่ดีหลังจากมีการล็อคดาวน์

เกี่ยวกับ Cube Highways: Cube Highways and Infrastructure III Pte. Ltd. (Cube Highways) เป็นบริษัทสิงคโปร์ที่ลงทุนในโครงการถนนและทางพิเศษหลายโครงการ ตลอดจนโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในอินเดีย Cube Highways เป็นบริษัทการลงทุนอิสระและมีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์อันกว้างขวางและครอบคลุมในภาคคมนาคมของทีมบริหารและทีมที่ปรึกษา ผู้ถือหุ้นของ Cube Highways เป็นกลุ่มนักลงทุนชั้นนำจากต่างประเทศ รวมถึง I Squared Capital และบริษัทย่อยของ Abu Dhabi Investment Authority

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200929005760/en/

ติดต่อ:

Andreas Moon กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ I Squared Capital, +1 (786) 693-5739, 

andreas.moon@isquaredcapital.com และ investor.relations@cubehighways.com

นาทีชีวิต!! พนักงานเซเว่นฯ ช่วยชีวิต ขณะส่งสินค้าเดลิเวอรี่

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–29 กันยายน 2563

imgชาวโซเชียล แชร์คลิปเรื่องราว ของนางสาวสุมนศรี เพ็งทับ พนักงาน7-11 สาขา Work Place (หนองแขม) หมู่บ้าน หรรษาทาวน์ ช่วยชีวิตลูกค้าจากอาการหอบกำเริบเข้าขั้นวิกฤต

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่นางสาววิภัศศรี วรรณวิไชย ได้สั่งสินค้าผ่านบริการ เซเว่น เดลิเวอรี่ โดยมีนางสาวสุมนศรี เพ็งทับ หรือ น้องเต้ พนักงาน 7-11 เป็นผู้ส่งสินค้า โดยขณะที่ไปส่งสินค้า พบว่า ลูกค้ามีอาการเกร็ง ล้มลงกับพื้น หายใจรวยริน จึงรีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และได้ติดต่อเจ้าหน้าที่กู้ชีพ เพื่อปฐมพยาบาล และส่งถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย

นางสาววิภัศศรี วรรณวิไชย เล่าว่า ตอนเกิดเหตุ ตนมีอาการหายใจแล้วเจ็บหน้าอก มือและเท้าเกร็ง จึงล้มตัวลงนอนกับพื้น ในขณะนั้น น้องเต้ก็ได้โทรเข้ามาเพื่อที่จะนำของมาส่งพอดี ตนจึงได้ขอความช่วยเหลือ จากนั้นน้องเต้ก็ได้ช่วยโทรประสานศูนย์นเรนทร เพื่อขอให้มารับตนไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งในขณะที่รอ น้องเต้ก็ได้เข้ามาบีบนวดมือและเท้า และพยายามเรียกให้กำลังใจและให้มีสติอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งศูนย์นเรนทรมารับเพื่อไปส่งโรงพยาบาล

“ขณะนั้นเหมือนว่าตัวเองกำลังจะหมดสติ เหมือนเป็นลมหายใจสุดท้าย ต้องขอบคุณน้องเต้มากๆ ขอบคุณที่รู้สึกว่ามีประสบการณ์ดีๆ และมีความทรงจำดีๆกับเซเว่น อีเลฟเว่น ทำให้รู้ว่าการทำงานด้วยใจเป็นอย่างไร ขอให้เซเว่นรักษามาตรฐานแบบนี้เอาไว้ และสร้างบุคคลากรดีๆแบบนี้ต่อไป”

น้องเต้พูดทิ้งท้ายว่า “ยุคนี้ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ลูกค้าคือครอบครัวของเรา”

สามารถชมคลิปได้ที่      https://www.youtube.com/watch?v=5oO4sf7AWew

                                    https://www.facebook.com/100445640022349/posts/3478894358844110/

แถลงการณ์ครบรอบหนึ่งปีของโครงการ Women’s Entrepreneurship Accelerator

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–24 กันยายน 2563

โปรดดูคำชี้แจงด้านล่างจากผู้นำ Women’s Entrepreneurship Accelerator เกี่ยวกับการครบรอบหนึ่งปีของโครงการริเริ่มที่สร้างความเปลี่ยนแปลงโครงการนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เป็นแบบมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200924005283/en/

Anita Bhatia, Deputy Executive Director, UN Women

Anita Bhatia รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจาก UN Women

หนึ่งปีที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นที่จะให้ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการสตรี 10 ล้านคนในช่วงสิบปีข้างหน้าผ่านโครงการ Women’s Entrepreneurship Accelerator (WEA) โดยเราเริ่มวางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบเพื่อทำลายอุปสรรคที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถบรรลุอิสรภาพทางการเงินและการมีส่วนร่วมในอนาคตที่ดีกว่าสำหรับตนเองและชุมชน

ทุกวันนี้ อนาคตของผู้หญิงกำลังอยู่ในทางแยกของประวัติศาสตร์ ผู้หญิงได้รับผลกระทบในด้านลบอย่างไม่สมสัดส่วนจากความหายนะทางเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจาก COVID-19 แต่ในขณะเดียวกันผู้หญิงก็กุมกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย โดยปัจจุบันมีผู้หญิงจำนวน 39% ในการจ้างงานทั่วโลก แต่ว่ามีการสูญเสียงานโดยรวมของสตรีในช่วงการระบาดใหญ่ คิดเป็น 54% และพวกเขามีแนวโน้มที่จะทำงานในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบจาก Covid มากกว่า เช่น ภาคการผลิต การศึกษา การท่องเที่ยว การบริการและอาหาร การขายส่งและการขายปลีก สถานประกอบการของสตรีมีความอ่อนไหวต่อแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจเป็นพิเศษ แต่ในสถานการณ์ที่เราดำเนินการในขณะนี้เพื่อต่อสู้กับแนวโน้มเหล่านี้การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิงสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับ GDP ได้ถึง 13 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกภายในปี 25731  ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกประเทศ จึงควรให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเศรษฐกิจหลังการระบาดและความพยายามในการฟื้นตัว

นั่นคือเหตุผลที่ผู้ประกอบการสตรีต้องกลายเป็นสถาปนิกของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน มันเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย โดยให้ธุรกิจที่นำโดยผู้หญิงเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง

  • กรอบนโยบาย: เราเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติพัฒนากรอบนโยบายระดับชาติโดยมีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและเป้าหมายระดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในอันที่จะส่งเสริมเพิ่มจำนวนและสร้างขีดความสามารถของธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของ เราขอปรบมือให้กับประเทศที่ได้เริ่มใช้นโยบายการตอบสนอง COVID-19 ในการระดมทุนเพื่อสตรีและเสนอบริการให้กับผู้ประกอบการสตรีแล้ว2  อย่างไรก็ดีธุรกิจของผู้หญิงมักจะยังไม่อยู่ในแผนและมาตรการระดับชาติของประเทศส่วนใหญ่ในด้านการสนับสนุน SMEs
  • การเข้าถึงด้านการเงิน: ภาคเอกชนและภาครัฐต้องร่วมมือกันเพื่อเพิ่มการลงทุนในธุรกิจของผู้หญิงทั้งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดและช่วงอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโซลูชั่นทางการเงินระดับนวัตกรรม ผ่านการจัดหาทุนและการชำระหนี้และการแนะนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
  • การจัดหางาน: รัฐบาลและบริษัททุกขนาดสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้อย่างเหลือเชื่อโดยการซื้อกิจการที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าของ สร้างความแตกต่างแบบก้าวกระโดดของการเพิ่มขึ้นของธุรกิจที่มีสตรีเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานโดยการแสวงหาธุรกิจที่เป็นของผู้หญิง ตั้งและติดตามเป้าหมาย พร้อม ๆ กับสนับสนุนผู้ประกอบการสตรีให้เข้าถึงโอกาสในการจัดหางานใหม่ ๆ
  • การศึกษาเชิงดิจิทัล: ผู้ประกอบการสตรีจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลทักษะดิจิทัลและการฝึกอบรมเพื่อให้สามารถเป็นผู้นำและผู้สร้างผลงานในโลกออนไลน์ได้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลิกการกีดกันทางเพศแบบดิจิทัลและช่วยให้ผู้หญิงเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลทางการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและสามารถเข้าถึงได้
  • การคุ้มครองทางสังคม: 75% ของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลกทำงานบ้านโดยไม่ได้รับค่าจ้าง  และการทำงานบ้านก็เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด การคุ้มครองทางสังคม เช่น การลาเพื่อดูแลบุตร เงินสนับสนุนจากรัฐในการดูแลบุตรการประกันสุขภาพ และการชดเชยการว่างงานจะต้องได้รับการสนับสนุนให้ครอบคลุมผู้หญิงในการจ้างงานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการซึ่งรวมไปถึงผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระด้วย สิ่งนี้จะสร้างเสถียรภาพให้กับชุมชนทั้งหมดทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกในการพิจารณาเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น
  • การสนับสนุนข้ามภาคส่วน: เราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการของสตรี ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม สมาคมเชิงธุรกิจ โรงเรียนและมหาวิทยาลัย สามารถร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสตรีเติบโตขึ้นได้3

หากเราไม่ให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้หญิงในระหว่างการต่อกรในระยะยาวกับการแพร่ระบาดของโควิด เราเสี่ยงที่จะทิ้งผู้หญิงหลายล้านคนไว้ข้างหลังและการสูญเสียความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมทางเพศที่เราสามารถเก็บเกี่ยวมาได้นานหลายทศวรรษ ซึ่งนี่ยังรวมถึงการจัดการกับอุปสรรคที่มีมายาวนานตลอดจนการดูแลความปลอดภัยของผู้หญิงทุกคน

ผลกระทบเชิงลบของ COVID-19 ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันที่มีอยู่ทวีความรุนแรงมากขึ้นซึ่งทำให้ผู้หญิงที่มีภูมิหลังที่หลากหลายไม่สามารถมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในทีม ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้มุมมองแบบประสานภาคส่วน (intersectional lens) ในการพัฒนากลยุทธ์เพื่อรองรับความต้องการทางเศรษฐกิจของผู้หญิงทุกคนในการพยายามฟื้นฟูโลกหลังจากภาวะโควิด

การลงทุนในผู้ประกอบการสตรีเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวจากการระบาดของโรค พร้อม ๆ ไปกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ครอบคลุมทั่วถึงมากขึ้น มีความสามารถในการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมากขึ้น อนาคตของเราขึ้นอยู่กับการลงทุนในผู้ประกอบการสตรี

ลงชื่อ,

Anita Bhatia

รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร UN Women

Pamela Coke-Hamilton

กรรมการบริหาร, The International Trade Centre (ITC)

Annemarie Hou

กรรมการบริหาร a.i., UN Office for Partnerships

Deborah Gibbins

ประธานฝ่ายปฏิบัติการ, Mary Kay Inc.

เกี่ยวกับ the Women’s Entrepreneurship Accelerator

Women’s Entrepreneurship Accelerator เป็นโครงการริเริ่มที่มีพันธมิตรหลายรายซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้ความรู้และส่งเสริมผู้ประกอบการสตรีทั่วโลก ภารกิจของ Accelerator คือการขจัดอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการสตรีทั่วโลกผ่าน 4 วิธีการส่งเสริมศักยภาพ หรือ Four Pathways of Empowerment ได้แก่ ด้านการศึกษา การให้ทุน การสนับสนุน และการมีส่วนร่วม โครงการริเริ่มระดับโลกที่เริ่มต้นโดย Mary Kay Inc. ที่ไม่มีการกีดกั้นด้านการมีส่วนร่วม เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นโดยการหารือกับหน่วยงานของสหประชาชาติ 6 แห่ง ได้แก่ UN Women, สำนักงานเพื่อความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UNOP), องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO),  International Trade Centre (ITC), UN Global Compact (UNGC) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) อนึ่ง Accelerator ตั้งเป้าที่จะเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิง 10 ล้านคนภายในปี 2573

อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.we-accelerate.com/ ติดตามเราบน Twitter (We_Accelerator), Instagram (@we_accelerator), Facebook (@womensentrepreneurshipaccelerator).

เกี่ยวกับ UN Women

UN Women เป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่อุทิศตนเพื่อความเท่าเทียมทางเพศและการเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิง โดย UN Women เป็นองค์กรส่งเสริมผู้หญิงและเด็กผู้หญิงระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเร่งความคืบหน้าในการตอบสนองความต้องการของพวกเขาทั่วโลก

UN Women สนับสนุนประเทศสมาชิกสหประชาชาติในการกำหนดมาตรฐานระดับโลกเพื่อก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเพศ พร้อม ๆ ไปกับการทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคประชาสังคมในการออกแบบกฎหมาย นโยบาย โครงการ และการบริการที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานต่าง ๆ ถูกดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้หญิงจริง ๆ นอกจากนี้ UN Women ยังได้ทำงานไปทั่วโลกเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals ให้เกิดขึ้นจริงสำหรับผู้หญิงและเด็กผู้หญิง และคอยสนับสนุนผลักดันการมีส่วนร่วมของผู้หญิงอย่างเท่าเทียมกันในทุกด้านของชีวิตโดยมุ่งเน้นที่สี่ยุทธศาสตร์สำคัญคือ

UN Women ยังประสานงานและส่งเสริมการทำงานของระบบสหประชาชาติในการส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและในด้านข้อพิจารณาและข้อตกลงทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับวาระ 2030 โดยองค์กรได้วางตำแหน่งด้านความเสมอภาคทางเพศไว้ให้เป็นหลักการพื้นฐานของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และโลกที่ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างครอบคลุมทั่วถึงมากขึ้น

เกี่ยวกับ the International Trade Centre

International Trade Center (ITC) เป็นหน่วยงานร่วมขององค์การการค้าโลกและองค์การสหประชาชาติ โดย ITC ช่วยองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางในการพัฒนา และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลกเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนภายใต้กรอบของวาระการช่วยเหลือเพื่อการค้า หรือ Aid-for-Trade และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

โครงการริเริ่ม SheTrades ของ ITC มีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการสตรีและธุรกิจที่เป็นของผู้หญิงสามล้านคน เพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศภายในปี 2564 โดย SheTrades ทำงานร่วมกับรัฐบาล บริษัท และองค์กรสนับสนุนทางธุรกิจเพื่อดำเนินการวิจัย กำหนดรูปแบบนโยบายและกฎระเบียบทางการค้า อำนวยความสะดวกในการจัดหาเงินทุน และขยายการเข้าถึงสู่สาธารณะ การประมูลและซัพพลายเชนขององค์กร ITC ให้โแกาสผู้ประกอบการสตรีในการได้รับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลายและหลักสูตรที่ยืดหยุ่นบนแพลตฟอร์ม  www.shetrades.com ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.intracen.org หรือติดตาม ITC บน Twitter | Facebook | LinkedIn | Instagram | Flickr.

เกี่ยวกับ the International Labour Organization

The International Labour Organization (ILO) เป็นหน่วยงานเฉพาะของสหประชาชาติที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2462 หลังจากเกิดสงครามทำลายล้างเพื่อดำเนินตามวิสัยทัศน์ตามสมมติฐานที่ว่าสันติภาพที่เป็นสากลและยั่งยืนสามารถสร้างได้ก็ต่อเมื่อตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมในสังคม จุดมุ่งหมายหลักของ ILO คือการส่งเสริมสิทธิในการทำงานส่งเสริมโอกาสในการจ้างงานที่เหมาะสมเพิ่มการคุ้มครองทางสังคมและเสริมสร้างการเจรจาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทำงาน โครงสร้างไตรภาคีที่เป็นเอกลักษณ์ของ ILO ให้เสียงที่เท่าเทียมกับคนงาน นายจ้าง และรัฐบาล เพื่อทำให้แน่ใจว่ามุมมองของพันธมิตรทางสังคมจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของการมีมาตรฐานแรงงาน และในการกำหนดนโยบายและโครงการต่าง ๆ

โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสตรีของ ILO หรือ The ILO’s Women’s Entrepreneurship Development programme  (ILO-WED) เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และดำเนินการมากว่าทศวรรษ โดย ILO-WED ดำเนินการเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงโดยการปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนผู้หญิงในการเริ่มต้นจัดตั้งและขยายกิจการของตน และโดยการนำประเด็นความเท่าเทียมทางเพศมาใช้ในงานของ ILO ในการพัฒนาองค์กร เว็บไซต์: www.ilo.org | Twitter – @ILOWED | Facebook – ILO WED (International Labour Organization)

เกี่ยวกับ the United Nations Global Compact

ในฐานะที่เป็นโครงการความคิดริเริ่มพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติงาน the United Nations Global Compact คือความพยายามเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ จัดให้มีการดำเนินงานและกลยุทธ์ตามหลักการสากลสิบประการในด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต องค์กรซึ่งเปิดตัวในปี 2543 นี้มีหน้าที่ให้คำแนะนำและสนับสนุนชุมชนธุรกิจทั่วโลกในการพัฒนาเป้าหมายและค่านิยมขององค์การสหประชาชาติผ่านแนวทางปฏิบัติขององค์กร ทั้งนี้ ด้วยว่ามีบริษัทมากกว่า 10,000 แห่ง และสมาชิกที่ไม่ใช่องค์กรธุรกิจอีก 3,000 ราย ในกว่า 160 ประเทศ และเครือข่ายท้องถิ่นมากกว่า 60 เครือข่าย มันจึงเป็นโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดตาม @globalcompact บนโซเชียลมีเดียและเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราที่ unglobalcompact.org.

เกี่ยวกับ United Nations Office for Partnerships

The United Nations Office for Partnerships (UNOP) ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ระดับโลกสำหรับการเร่งปฏิกิริยาและการสร้างพันธมิตรแบบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่มเพื่อความก้าวหน้าในการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดย UNOP จัดทำแพลตฟอร์มสำหรับการมีส่วนร่วมของพันธมิตรที่มีประสิทธิภาพและการทำงานเพื่อยกระดับสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญของคู่ค้าที่หลากหลายในการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน  UNOP จะกำกับดูแลกองทุนแห่งสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (the United Nations Fund for International Partnerships) กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งสหประชาชาติ (the United Nations Democracy Fund) ศูนย์ปฏิบัติการ SDG และผู้ให้การสนับสนุน SDG ของสำนักงานเลขาธิการ  the Secretary-Generals’ SDG Advocates

เยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมที่:

สำนักงานเพื่อความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UNOP) พยายามที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้สำหรับเหล่าพันธมิตรในการเชื่อมต่อและสร้างโอกาสและแนวทางแก้ไขเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย The UN Office for Partnerships ทำงานในระดับโลกภูมิภาคและในประเทศต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกผ่านการเป็นหุ้นส่วนของ SDG – สำหรับผู้คนและโลกใบนี้

สำนักงานนี้ดูแลกองทุนแห่งสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ( the United Nations Fund for International Partnerships), กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งสหประชาชาติ (the United Nations Democracy Fund), SDG Action Hub และ Secretary-Generals’ SDG Advocates ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.un.org/partnerships/.

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฉีกกฎเกณฑ์แบบเดิมได้ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอมานานกว่า 57 ปี โดยมีเป้าหมายสามประการ คือ มอบโอกาสที่คุ้มค่าสำหรับผู้หญิง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจต้านทานได้ และการทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความฝันดังกล่าวได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนใน เกือบ 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทันสมัยเครื่องสำอาง ค์สี น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Mary Kay มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงภายในครัวเรือน การทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และการส่งเสริมเด็ก ๆให้ทำตามความฝันของตน ดังนั้นวิสัยทัศน์อันดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ในคอนเซปท์ ก้าวไปด้วยกันทีละลิปสติกยังคงส่องสว่างนำทางต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.marykay.com.

1McKinsey Global Institute, COVID-19 และความเท่าเทียมทางเพศ: การต่อต้านผลกระทบที่ถดถอยโดย Anu Madgavkar, Olivia White, Mekala Krishnan, Deepa Mahajan และ Xavier Azcue (กรกฎาคม 2563)

2ได้แก่ แคนาดา โคลอมเบีย อียิปต์ กัวเตมาลา จอร์เจีย ฮอนดูรัสไอร์แลนด์ เม็กซิโก โมร็อกโก ปารากวัย และสหราชอาณาจักร  นโยบายการตอบโต้ COVID-19 ที่คำนึงถึงเรื่องเพศจากประเทศต่าง ๆ สามารถหาดูได้จาก UN Women และ UNDP’s COVID-19 Global Gender Response Tracker https://www.undp.org/content/undp/en/home/covid-19-gender-dashboard.html

3การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการสนับสนุนผู้ประกอบการสตรีในการตอบสนองต่อ COVID-19 และเครื่องมือสนับสนุนการฟื้นตัวหน้า 2 หาอ่านได้ที่: https://www.empowerwomen.org/en/resources/documents/2020/09/strengthening-support-for-women-entrepreneurs-in-covid-19-response-and-recovery?lang=en

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200924005283/en/

ติดต่อ:

Mary Kay Inc.

Michael Wassmer

media@mkcorp.com

+1-972-687-5332

UN Women

Oisika Chakrabarti

oisika.chakrabarti@unwomen.org

+1-646-781-4522

International Trade Centre

Vittorio Cammarota

vcammarota@intracen.org

+41 (0)22 730-0322